|
ถ้าต้องการให้ระดับพลังงานที่หย่อนยานลงให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็วไม่มีอาหารว่างใดดีไปกว่ากล้วย
อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโคส
รวมกับเส้นใยและกากอาหาร
กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด
จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ
กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที
จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก
ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้นยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่างๆ
ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรค จึงควรรับประทานทุกวัน
เขียนความคิดเห็น (0 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
เมื่อเราเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินออกมามากขึ้น
ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้ออาจเกร็ง
ระบบย่อยถูกรบกวน การดูดซึมและการเก็บสะสมสารอาหารลดลง
ร่างกายจะรับมือกับความเครียดโดยการหลั่งไขมันและน้ำตาลออกมาเพื่อผลิตพลังงานเพิ่มขึ้น
ทำให้ระดับน้ำตาลและคอเลสเทอรอลในเลือดสูงขึ้น
ขณะเดียวกันสารอาหารที่ถูกสะสมไว้ก็จะถูกดึงมาใช้มากขึ้น
ร่างกายจะสูญเสียสารอาหารเพิ่มขึ้นในปัสสาวะ จึงทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย
หมดแรง นอนไม่หลับ
ซึ่งจะเพิ่มสภาพเครียดต่อร่างกายยิ่งขึ้นกลายเป็นวัฎจักรความเครียดไป
นอกจากนี้ฮอร์โมนซึ่งยับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่บุกรุกร่างกายจะถูกหลั่งออกมาทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอลง
ร่างกายจะต่อต้านกับความเครียดได้ดีเพียงใดก็ขึ้นกับว่าร่างกายได้รับการหล่อเลี้ยงจากสารอาหารเพียงพอหรือไม่
ผู้ที่ได้รับสารอาหารเพียงพอมีสุขภาพดีย่อมรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าผู้ที่ร่างกายขาดสารอาหาร
อาหารยังมีผลต่อการทำงานของสมองโดยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีที่ทำหน้าที่สื่อสารการทำงานของระบบต่าง
ๆ ของร่างกาย รวมถึงควบคุมความรู้สึก อารมณ์ ความตื่นตัว การนอนของร่างกาย
ดังนั้นอาหารแต่ละชนิดจึงมีผลต่อการลดหรือเพิ่มความเครียดให้กับร่างกาย
เขียนความคิดเห็น (0 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|

สุขภาพ กับ โภชนาการ
"ทุกคนขุดหลุมศพตัวเองด้วยปากและฟันทุกๆวัน"
จากประสบการณ์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง
ได้ตั้งข้อสังเกตว่าวิธีการรักษาโรคมะเร็ง
ที่แพทย์ส่วนใหญ่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะโดยการผ่าตัด หรือการทำเคมีบำบัดนั้นไม่ใช่วิธีรักษาที่ถูกต้อง
เพราะวิธีการดังกล่าวไม่ได้ทำให้คนไข้หายจากโรค ในทางกลับกัน
คนไข้มะเร็งยังคงตายไปเรื่อยๆ
ในขณะที่จำนวนคนไข้ใหม่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
วิธีรักษาโรคที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือ โรคอื่นๆทุกโรค คือ
"โภชนบำบัด" เนื่องจาก
ร่างกายทุกส่วนของมนุษย์ถูกสร้างจากสารอาหารที่เรารับประทานเป็นอาหาร
ฉะนั้นร่างกายแต่ละส่วนจะทำงานสมบูรณ์แข็งแรงและ
สามารถต่อต้านเชื้อโรคต่างๆได้ จะต้องได้รับสารอาหารอย่างถูกต้อง เช่น
ข้อต่างๆ ของมนุษย์ถูกสร้างจาก โปรตีนและซัลเฟอร์
ฉะนั้นการแก้ปัญหาปวดข้อต่างๆ ในทางโภชนบำบัดจะแนะนำให้
ทานขิงวันละหนึ่งช้อนโต๊ะ ทานขมิ้นแคปซูล 2 เม็ดหลังอาหารทุกมื้อ
มะนาวหนึ่งลูกผสมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว ดื่มหลังมื้ออาหารทุกมื้อ
เพราะอาหารเหล่านี้มีซัลเฟอร์อยู่มาก
และจะต้องงดของหวานเพราะของหวานจะทำให้เลือดเหนียว
ไม่สามารถนำสารอาหารไปซ่อมแซมอวัยวะได้ดี
"You are what you eat"
ความสมบูรณ์หรือความผิดปกติในร่างกายล้วนสัมพันธ์กับสิ่งที่คนๆนั้นรับประทาน
เช่น การดื่มกาแฟเข้ม ในตอนเช้า จะทำให้เกิดอาการหิวจนมือสั่น
ในเวลาประมาณ 11.00 น. ต่อมาประมาณบ่าย 14.00 น. จะรู้สึกง่วง งง มึน
สมองตื้อ ปวดเมื่อย หงุดหงิด นั่งไม่ติด
หรือหากรับประทานของหวานในตอนเที่ยง หลังจากนั้น 2-3
ชม.จะก็เกิดอาการเช่นเดียวกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือถ้ารับประทานของหวานมากๆ หรือของมันมากๆ หลังจากนั้น
48 ชม. จะมีสิวขึ้นรอบปากในรัศมี 2 นิ้ว
เขียนความคิดเห็น (1 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
CBSNews.com ได้สัมภาษณ์ดอกเตอร์ลอว์เรนซ์ หรือ ลาร์รี ซี. แคตซ์
(Lawrence Larry C. Katz) ศาสตราจารย์ด้าน Neurobiology ของ Duke
University Medical Center ในสหรัฐอเมริกา
ดอกเตอร์แคตซ์เป็นนักวิจัยทางด้านสมองซึ่งมีผลงานโดดเด่น
นอกจากผลงานมากมายทางด้านวิชาการแล้ว เขายังได้เขียนหนังสือชื่อ Keep Your
Brain Alive ซึ่งจากผลงานเล่มนี้นี่เอง ที่ทำให้ทาง CBSNews.com
สนใจไปคุยด้วย
กุญแจสำคัญในการทำให้สมองเฉียบคมของดอกเตอร์แคตซ์
อยู่ที่การลับสมองลองปัญญานั่นเอง
แต่ทั้งนี้โปรดเข้าใจเสียแต่เบื้องต้นว่า
คำแนะนำที่ดอกเตอร์แคตซ์จะแนะต่อไปนี้ไม่ใช่วิธีการที่จะทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ
กลายเป็นอัจฉริยะแต่อย่างใด เพียงแต่จะทำให้สมองมี
พลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงเท่านั้น
เขียนความคิดเห็น (0 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
อาหารเป็นยา
เป็นคำที่ทราบกันดีในหมู่นักบริโภคเพื่อสุขภาพทั้งหลายซึ่งเราขอยกมือสนับสนุนเต็มที่ค่ะ
เพราะอาหารที่คุณคุ้นเคยหลายชนิดซึ่งนอกจากจะอร่อยลิ้นแล้ว
ยังช่วยป้องกันการเกิดปัญหาทางสุขภาพและ
ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณด้วยค่ะ อันนี้นักวิจัยเขายืนยันมา และนี่ก็คือ 9 ยอดอาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษา
สุขภาพของคุณค่ะ
เขียนความคิดเห็น (3 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
ยีน คอนลิน นักเทคนิคการแพทย์
ได้รวบรวมสรรพคุณของพืชผักช่วยรักษาโรคพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอนลิน
นิวยอร์ก กล่าวถึง
สรรพคุณของพืขผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไร
ไว้ในหนังสือชื่อ "ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ"
เขียนความคิดเห็น (0 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|

วารสารทางการแพทย์ บอกว่าเมื่อตื่นนอนตอนเช้า ความเข้มของโลหิตยังสูงและมีผลต่อระบบ ความดันโลหิตในร่างกาย แพทย์แนะนำว่าทันทีที่ตื่นนอนให้ดื่มน้ำทันทีหนึ่งแก้ว เพื่อลดความเข้มของโลหิต พวกเราลองดูละกัน อีกอย่างที่พบมาก็คือ ท่านพุทธทาสก็ทำแบบนี้เหมือนกัน
เขียนความคิดเห็น (44 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่อยากมีใบหน้าสวยใส ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ วันนี้เรามีสูตรการพอกหน้าแบบพิเศษ ที่สรรหามาจากทั่วโลกให้คุณได้บำรุงผิวหน้าของคุณ ให้คุณมีผิวที่ขาวใส แลดูอ่อนกว่าวัยคะ
เขียนความคิดเห็น (90 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
ใครๆ ก็แนะนำให้ดื่มนม นมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ซึ่งเป็นความจริงที่สำหรับคนเราในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เพราะตอนนั้นข้าวของทุกอย่างแพงหมด เพราะขาดแคลน
คนที่มีเงินเท่านั้นจึงจะได้กินดีอยู่ดี ได้รับโปรตีนมากกว่า
ทำให้มีสุขภาพดีกว่าคนที่ขาดอาหาร ขาดโปรตีน
แต่ในสมัยนี้มันเปลียนไปแล้ว
เพราะคนส่วนมากจะเกิดภาวะการบริโภคเกินซะมากกว่า
และที่สำคัญโปรตีนที่คนส่วนใหญ่ได้มา ส่วนหนึ่งก็มาจากการดื่มนมนั่นเอง
ในนมมีอะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งที่ในนม มีไขมัน โปรตีน และแคลเซียม
ไขมันในนมเป็นไขมันจากสัตว์
ซึ่งอุดมไปด้วยโคเลสเตอรอล เป็นไขมันอิ่มตัว เราอุตส่าห์หนีน้ำมันหมู
แล้วยังมากินนมเอาโคเลสเตอรอลเข้าไปอีกหรือ คนที่วิจัยเรื่องนี้ ก็คือ The
Milk Industry Foundation บอกว่า คนกินนมแล้วเสี่ยงต่อโรคอ้วน
บริษัทนมจึงแก้ปัญหาด้วยการทำนมพร่องไขมัน
ซึ่งก็ยังมีไขมันเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง
จากข้อสังเกตที่ว่า คนอเมริกันกินนมเยอะที่สุด
และมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินพ่วงตามมาด้วย ผู้ชายอ้วน 27% ผู้หญิง 46%
ในขณะที่สถิติเรื่องอ้วนในคนไทยมีแค่ประมาณ 20% ทั้งหญิงและชาย
เขียนความคิดเห็น (61 ความคิดเห็น) |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 41 42 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>
|
| ผลลัพธ์ 616 - 630 จาก 630 |