| การวางแผนการเงินอย่างง่าย |
|
|
2. โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป เดิมคนไทยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ปัจจุบันแยกย้ายกันอยู่ เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น การคาดหวังให้ลูกหลานเลี้ยงดู เป็นเรื่องที่หวังได้น้อยลง เราจึงต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ 3. ค่าครองชีพในอนาคตจะสูงขึ้นมาก ข้าวของในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นทุกวัน อีก 20-30 ปีข้างหน้าในวันที่เราเกษียณ สินค้าที่จำเป็นอาจแพงขึ้นอีก 1-2 เท่าตัว โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ที่มักมีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินเฟ้อเสมอ ดังนั้นงบประมาณที่เราเตรียมไว้อาจไม่เพียงพอ ถ้าไม่ได้คำนวนเผื่อค่าเงินเฟ้อไว้ด้วย 4. สวัสดิการของรัฐไม่เพียงพอแน่ ในอีก 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็น 20% นั่นหมายความว่า 1 ใน 5 ของคนไทยจะเป็นคนสูงอายุ ขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานต่อคนสูงอายุจะลดลงจาก 6:1 ในปัจจุบันเป็น 3:1 ในปี 2021 ทำให้ภาษีที่รัฐเก็บได้จะไม่เพียงพอต่อการจัดหาสวัสดิการให้คนสูงอายุ หรือหากทำได้ก็เป็นแบบพื้นๆเท่านั้น 5. ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น สมัยก่อนการฝากเงินในธนาคารให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจและมีความมั่นคงสูง เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยเงินฝากลดน้อยลงมาก ขณะที่ช่องทางการลงทุนใหม่ๆมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น แต่ก็มีรูปแบบและความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจและรู้จักวางแผนการลงทุนให้ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละบุคคล จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น 6. ทำให้เราสามารถเกษียณอายุได้เร็วขึ้น หากมีการวางแผนที่ดีและเริ่มต้นเร็ว ย่อมบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินออมที่เก็บได้มากขึ้น ดอกเบี้ยทบต้นที่สูงขึ้น หรือการสามารถหาประโยชน์จากโอกาสดีๆที่บังเอิญผ่านเข้ามา เพราะเรามีเงินออม เงินก้อนที่เก็บเอาไว้ เช่น ซื้อที่ดินทำเลสวยจากคนที่ร้อนเงิน หรือ ซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาตกลงมามากเกินควร 7. ช่วยรองรับความเสี่ยงของชีวิตได้มากขึ้น ชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราอาจโชคร้าย เจ็บป่วย หรือ เกิดอุบัติเหตุหนักๆขึ้นได้ แต่ถ้าเรามีการวางแผนการประกันภัยไว้ ย่อมสามารถบรรเทาภาระต่างๆลงได้ หรือ เราเกิดตกงานกระทันหัน มีคนในครอบครัวป่วย การมีเงินเก็บสำรองไว้ ย่อมหลีกเลี่ยงความยุ่งยากจากการต้องไปกู้หนี้ยืมสินเงินกู้นอกระบบลงได้ ขั้นตอนในการวางแผนการเงิน 1. กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ทางการเงิน ในการวางแผนการเงิน ควรจะเริ่มจากการมีเป้าหมายคร่าวๆว่า เราอยากบรรลุเป้าหมายทางการเงินในเรื่องอะไร และต้องใช้เวลาเท่าไร เช่น - อยากเกษียณการทำงานตอนอายุเท่าไร ตอนนั้นอยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไร - อยากเตรียมทุนการศึกษาให้ลูกเรียนถึงระดับไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไร - หรืออยากวางแผนจัดสรรมรดกให้ลูกหลาน ต้องทำอย่างไร เป้าหมายที่กำหนดขึ้น อาจเป็นเป้าหมายเดี่ยว หรือ เป้าหมายผสมผสานเต็มรูปแบบก็ได้ 2. รวบรวมข้อมูล เป็นการรวบรวมข้อมูลทางการเงิน ทั้งของตนเอง ครอบครัว และภาวะรอบล้อมทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์ เช่น รายรับ , รายจ่าย , ทรัพย์สิน , หนี้สิน , ภาระผูกพัน , ดอกเบี้ย หรือทิศทางการลงทุนในปัจจุบันและในอนาคต 3. วิเคราะห์และประเมินสถานะทางการเงิน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อหาสถานะทางการเงินปัจจุบัน ว่าตอนนี้มีเงินเก็บสุทธิเท่าไรแล้ว ยังขาดอีกเท่าไรเพื่อที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และมีทางเลือกอะไรบ้างที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น 4. จัดทำแผนการเงิน หลังจากวิเคราะห์เงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆแล้ว ให้ประเมินทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วเขียนแผนการเงินที่สอดคล้องกับเป้าหมายของเรา ภายใต้สมมติฐานและข้อมูลที่รวบรวมไว้ 5. นำแผนไปปฎิบัติ เป็นการปฎิบัติตามแผนที่ได้เขียนไว้ ว่าต้องลงมือทำอะไรบ้างในกรอบเวลาเท่าไร เช่น ต้องออมให้ได้เดือนละเท่าไร ต้องนำเงินไปลงทุนอะไรบ้าง หรือ ต้องทำประกันภัยเพิ่มในเรื่องอะไรบ้าง โดยต้องมีการตรวจทานด้วยว่า ได้ทำครบพอที่จะบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ 6. ติดตามและกำกับให้เป็นไปตามแผน หลังจากปฎิบัติไปได้ระยะหนึ่ง ต้องหมั่นตรวจสอบและประเมินผลที่เกิดขึ้นว่า ได้ผลตามที่คาดหวังหรือไม่ สมมติฐานที่วางไว้มีการเปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร และควรจะมีการปรับเปลี่ยนแผนให้สอดคล้องกับภาวะการณ์ที่เปลี่ยนไปหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปเราจะมีการทบทวนแผนปีละ 1 ครั้ง การเขียนแผนการเงิน หลังจากที่ได้วางเป้าหมายและรวบรวมข้อมูลต่างๆจนครบถ้วนแล้ว เราจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และเขียนแผนให้เป็นรูปธรรม โดยมีขั้นตอนง่ายๆดังนี้ 1. ระบุเป้าหมายให้เป็นตัวเลข เราควรกำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เป็นตัวเลขที่วัดค่าได้ เช่น เราอยากเกษียณที่อายุเท่าไร มีเวลาอีกกี่ปี ถึงเวลานั้นต้องมีเงินเก็บคิดเป็นยอดเงินเท่าไร และจะใช้เงินหลังเกษียณเดือนละเท่าไร ใช้ได้ไปอีกกี่ปี สูตรง่ายๆในการคำนวนวงเงินเกษียณอายุ คือ เงินที่ต้องการใช้ในแต่ละเดือน X 12 X 20 เท่า เช่น หลังเกษียณอยากมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท วงเงินที่ต้องเก็บออม คือ 20,000 X 12 X 20 = 4,800,000 บาท 2. หาสถานะการเงินปัจจุบัน การจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ เราต้องรู้สถานะที่แท้จริงก่อน ว่าตอนนี้เรามีเงินเก็บอยู่เท่าไรแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าใกล้ถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง และต้องทำอีกเท่าไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น สถานะการเงินปัจจุบันนั้น ภาษาชาวบ้านเราเรียกว่า เงินเหลือเก็บสุทธิ คือเงินเก็บที่หักหนี้สินออกหมดแล้วแต่ภาษาการเงินเขาเรียกว่า ความมั่งคั่งสุทธิ หรือ Net Worth ซึ่งหาได้ง่ายๆด้วยสมการดังนี้
ความมั่งคั่งสุทธิ = สินทรัพย์รวม - หนี้สินรวม โดยมูลค่าของสินทรัพย์ต่างๆต้องเป็นราคาปัจจุบัน หรือเป็นราคาตลาด( market price )ไม่ใช่ราคาต้นทุนตอนที่ซื้อมา และหากราคาตลาดมีหลายราคา ให้ใช้ราคาที่ต่ำเป็นเกณฑ์ เพื่อจะได้ไม่หลอกตัวเองว่ามีเงินเหลือเก็บเยอะ
ตามทฤษฎี ความมั่งคั่งสุทธิที่เราควรมี = อายุ X รายได้ต่อปี ? 10 เช่น ปัจจุบันอายุ 40 ปี มีรายได้ปีละ 500,000 บาท ควรมีเงินเก็บสุทธิ เท่ากับ 40 x 500,000 ? 10 = 2 ล้านบาท เป็นต้น 3. ดูการใช้จ่ายในอดีต การจะเก็บเงินให้บรรลุเป้าหมาย เราต้องรู้รายรับรายจ่ายที่แท้จริงของเราในแต่ละปี ว่าที่ผ่านมา มีเหลือเก็บหรือไม่ เหลือจริงๆปีละเท่าไร หรือใช้จ่ายมากกว่ารายได้หรือไม่ และจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย หรือหารายได้เพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่ งบรายรับรายจ่ายนี้ ทางการเงินเขาเรียก งบกระแสเงินสดส่วนบุคคล ( Personal Cash Statement ) รายรับ เรียก กระแสเงินสดรับ ( Cash Inflow ), รายจ่าย เรียก กระแสเงินสดจ่าย ( Cash Outflow ) เงินเหลือเก็บ เรียก กระแสเงินสดสุทธิ ( Net Cash Flow ) ซึ่งอาจเป็นบวก หรือเป็นลบก็ได้ ตามทฤษฎี เราควรมีเงินเก็บที่มีสภาพคล่องสูงหรือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที อย่างน้อย 3 - 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉินเวลาเจ็บป่วย หรือ ต้องออกจากงานกระทันหัน จะได้มีเวลาตั้งหลักได้อย่างน้อย 3-6 เดือน 4. วางงบประมาณในอนาคต หลังจากที่เราได้รู้สถานะปัจจุบัน รู้กระแสเงินสดเข้าออกว่า เหลือสุทธิในแต่ละปีเท่าไรแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ จัดทำงบประมาณในอนาคตว่า ถ้ามีรายได้ขนาดนี้ เราควรจะต้องใช้จ่ายเท่าไร เพื่อให้มีเงินเหลือที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ การทำงบประมาณรายรับรายจ่ายส่วนบุคคลนี้ ภาษาทางการเงินเขาเรียกว่า Personal Budgeting สำหรับคนที่มีความรู้เรื่องค่าของเงินตามเวลา ( Time Value Of Money ) ย่อมสามารถคำนวนได้ว่า จากเงินต้นจำนวนหนึ่งมีเงินออมเข้ามาทุกปี ด้วยอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจำนวนหนึ่ง ภายในระยะเวลาที่กำหนด เงินจะงอกเงยขึ้นมาเป็นเท่าไร แต่ถ้าเรายังไม่ได้เรียนเรื่องนี้ ก็สามารถคิดแบบคร่าวๆได้ โดยคำนวณแบบไม่คิดดอกเบี้ย ว่ามีเงินต้นเท่านี้ ได้เงินออมเพิ่มขึ้นทุกปีๆละเท่านี้ มีเวลาเหลืออีกกี่ปี สุดท้ายจะได้เงินออมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร ใกล้เคียงหรือขาดเหลือจากเป้าหมายเพียงไร ถ้ายังไม่ถึงเป้าหมายอีก ก็สามารถปรับงบประมาณได้ ตามแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1. ใช้จ่ายน้อยลง เพื่อให้มีเงินออมมากขึ้น 2. เพิ่มรายได้ ด้วยการหางานพิเศษทำ 3. ทำงานนานขึ้น เกษียณอายุช้าลง 4. บริหารเงินออมให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้น 5. ลดเป้าหมายลง โดยยอมรับที่จะใช้จ่ายน้อยลงยามเกษียณ การจัดทำงบประมาณที่ดี เรามีเทคนิคง่ายๆที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย คือ ให้กันเงินออมออกมาจากรายได้ก่อน ที่เหลือจึงนำไปใช้จ่าย ถ้าทำได้แบบนี้ ก็จะมีเงินเหลือทุกเดือนแน่นอน 5. การพัฒนาแผนให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น หลังจากเขียนแผนการเงินอย่างย่อขึ้นมาแล้ว ขั้นตอนสุดท้าย คือการพัฒนาแผนให้บรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น มีประสิทธิผลมากขึ้น ด้วยการวางแผนลงทุนที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มผลตอบแทนบนความเสี่ยงที่เรารับได้ ตรวจสอบความพอเพียงของวงเงินประกันที่เปลี่ยนไปตามความจำเป็น พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากสิทธิลดหย่อนทางภาษี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงิน ทั้งหมดนี้สามารถศึกษาหาความรู้จากตำราต่างๆ หรือ ขอคำแนะนำจากผู้รู้เพิ่มเติมได้ จากนั้นก็คอยติดตามผลการลงทุน การงอกเงยของเงินออม และรอให้ภาพฝันกลายเป็นความจริง อนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการวิธีคำนวนที่ละเอียดยิ่งขึ้น ท่านสามารถใช้เครื่องคำนวนการสะสมเงินเพื่อการเกษียณได้ที่ เวบไซด์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( กลต. ) โดยพิมพ์ http://capital.sec.or.th/webapp/feedback/section2.php หรือ เปิดหน้าเวบไซด์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( www.sec.or.th ) แล้ว คลิกหัวข้อ ความรู้ผู้ลงทุน ต่อด้วย Investment Tips And Warning และ วางแผนทางการเงิน ตามลำดับ บทสรุป ในแต่ละวัน มีคนนับล้านคนตื่นขึ้นมา พร้อมกับพบความจริงว่า วันเกษียณอายุของตนใกล้เข้ามาทุกที และไม่รู้จะทำอย่างไรดี แล้วตัวคุณละ ! ถ้าวันนี้คุณยังไม่ได้เตรียมแผนการเงินเฉพาะของตนเอง รีบวางแผนเสียตั้งแต่วันนี้ มิฉะนั้นวันเกษียณอายุที่จะมาถึง แทนที่จะเป็นวันคืนอันแสนสุข อาจจะกลายเป็นวันแห่งฝันร้ายก็เป็นได้ ขอให้มีความสุขตอนเกษียณครับ
|
||||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|















