Me Shielving
AuraRis
Me Shielving
หน้าหลัก Ladytip
สูตร ลดน้ำหนัก
เคล็ดลับ เพื่อ สุขภาพ
บริหารความรัก
ดูดวง
รวมเรื่องเด็ดจาก Email
เงินทองของมีค่า
ดูทีวี Online
ฟังวิทยุ online
บทความสนับสนุน
เวบเพื่อนบ้าน
ติดต่อทีมงาน Ladytip
ติดต่อลงโฆษณา
หาแฟนฝรั่ง
L2  ลงโฆษณากับ Ladytip.com
ขอความเห็นหน่อยค่ะ
ถ้า Ladytip จะแจกของรางวัล เพื่อนๆ อยากได้อะไรค่ะ
  
5 เคล็ดลับที่มีคนดูมากที่สุด
Hi-Balanz L-Carnitine
5 เทคนิค ลดน้ำหนัก ยอดนิยม
Hi-Balanz
5 เรื่องยอดนิยมจาก Email
Me Shape
5 บทความ ดูดวง ยอดนิยม
work slim 2 go
Me Shape
5 เทคนิค บริหารความรัก
อ่าน Ladytip ผ่าน RSS


10 เคล็ดลับ ดูแล สุขภาพ ยอดนิยม
น้ำมันพืช - จะเลือกใช้อย่างไรดี พิมพ์ ส่งเมล
 
น้ำมันพืช

น้ำมันเป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้สำหรับการทำอาหารและจำเป็นต้องมีติดครัวไว้ แล้วน้ำมันชนิดไหนเหมาะกับการทำอาหารของคุณมากที่สุด แต่อนนี้น้ำมันขาดแคลน เราจะหาซื้อน้ำมันอื่นๆ แทนน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลืองได้หรือไม่
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับน้ำมัน

Smoking Point คือ จุดเดือดของน้ำมัน เมื่อน้ำมันถูกทำให้ร้อนเกินกว่าจุดเดือดของมัน น้ำมันจะเป็นพิษและมีอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก หรือระมัดระวังเรื่อง Cholesterol นั้นไม่ควรกินอาหารชนิดทอดน้ำมัน เพราะน้ำมันที่ Low หรือ No Cholesterol จะมี smoke point ต่ำ หากนำไปทำอาหารทอดที่ใช้ความร้อนสูง อาจจะเป็นอันตรายแบบสะสมจนเป็นมะเร็งได้ โดยไม่รู้ตัวส่วนการใช้น้ำมันซ้ำ ก็ไม่ควรใช้ซ้ำเกิน 3 ครั้ง เริ่มจากน้ำมัน พื้นฐานที่หาซื้อได้ทั่วไปใน Super market บ้านเรากันก่อน

1. น้ำมันถั่วเหลือง ( Soy Bean Oil) เหมาะสำหรับการทำอาหารแทบทุกประเภท เพราะมีจุดเดือดค่อนข้างสูง และมีรสเป็นกลาง (neutral flavour) สามารถนำไปทำน้ำสลัดได้เหมือนกัน เช่นน้ำสลัดญี่ปุ่น แต่อาจจะไม่เหมาะนักถ้าไม่ชอบน้ำมันที่มีความข้น (heavy texture)

2. น้ำมันมะกอก (Olive Oil) มี mono-unsaturated fats มากที่สุด ( ไขมันที่มีประโยชน์) เป็นน้ำมันที่มีหลากหลายเกรด และแต่ละเกรดก็สามารถนำไปประกอบอาหารได้ดีแตกต่างกันไป Extra Virgin เป็นน้ำมันมะกอกสีค่อนข้างเขียว ถูกคั้นออกมาด้วยเครื่องมือบด (Mill) ซึ่งเป็นกรรมวิธีแบบดั้งเดิม แต่ในปัจจุบันมักจะใช้เครื่องจักรในการบดมากกว่า ซึ่งรสชาติก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก ส่วนประเทศที่ผลิตน้ำมันมะกอก แต่ละประเทศจะมี Character ของตัวเอง เช่น
     a) Greece จะมีความข้นกว่า (Heavy Texture)
     b) Spain จะมีกลิ่นและรสชาติที่แรงกว่าประเทศอื่น
     c) ฝรั่งเศส (Provencal) จะมีกลิ่นหอมหวาน (Fruity)
     d) Italy จะคล้ายกับ Spain จะมีกลิ่นที่เด่นกว่า เหมือนกัน
แต่ทั้งนี้ในฉลากของน้ำมันมะกอก จะมีชื่อของพันธุ์มะกอกที่ใช้ทำน้ำมันอยู่ ให้มองหา Green Provencal หรือ Tuscan Olives เพราะนี่คือมะกอกพันธุ์ดีที่สุดหรือเลือกจากประเทศผู้ผลิต น้ำมันมะกอกแบบ Extra Virgin นั้นเหมาะสำหรับ อาหารจานเย็นทั่วไป เช่น Salad หรือ Cold Seafood Pure Olives Oil, Refined Olives Oil น้ำมันมะกอกประเภทนี้ จะผ่านกระบวนการมากกว่าน้ำมันมะกอกแบบ Extra Virgin ซึ่งกลิ่นจะอ่อนกว่า สีจางกว่า เหมาะสำหรับการการทำอาหารทั่วไป เช่นการผัด Spaghetti, Pan Grill ต่างๆ ยกเว้นการ Deep Fried ที่ใช้ความร้อนสูงมากๆ เพราะน้ำมันมะกอก ทนความร้อนได้ไม่สูงนัก (Mid Smoke Point) แต่ส่วนใหญ่คนมักจะเลือกใช้แต่ Extra Virgin เท่านั้นซึ่งมีราคาแพงกว่า ถ้าอยากประหยัดก็ใช้ แบบ Pure Olives Oil ในการผัด และตอนท้ายก็เหยาะ แบบ Extra Virgin ลงไป ก็เป็นการเพิ่มกลิ่นหอมได้เหมือนกัน

3. น้ำมันถั่วลิสง (Peanut or Groundnut Oil) มีสองแบบ คือแบบจีน กับแบบฝรั่ง แบบจีน จะมีกลิ่นของถั่วคล้ายน้ำมันงาแต่อ่อนกว่าและกลิ่นก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เหมาะสำหรับการผัดเส้นราดหน้าให้มีกลิ่นหอม,ทำข้าวผัด, ทำอาหารจานผัดต่างๆเราอาจจะสงสัยว่าทำไมเขาถึงผัดได้หอมขนาดนั้นแม้ไม่ได้ใส่น้ำมันงา แค่กระทะเหล็ก ไฟท่วม โยนกระทะยังไม่พอ มันอยู่ที่น้ำมันด้วย น้ำมันชนิดนี้ใช้ในการทอดได้ดี เพราะทนความร้อนได้สูง (High Smoke Point) แบบฝรั่งคล้ายกับของจีน ต่างกันที่ไม่มีกลิ่นของถั่ว

4. น้ำมันดอกทานตะวัน (Sun Flower Oil) เป็นน้ำมันที่มีเนื้อบาง เบา และไร้กลิ่น เหมาะสำหรับทำสลัด และ การผัด แต่ไม่เหมาะสำหรับการทอด เพราะ low smoke point

5. น้ำมันดอกคำฝอย (Safflower Oil) มีลักษณะคล้ายน้ำมันดอกทานตะวัน และนำไปประกอบอาหารได้เหมือนกับน้ำมันดอกทานตะวัน

6. น้ำมันข้าวโพด (Corn Oil) เป็นน้ำมันที่เหมาะกับการทอดแบบ Deep Fried เพราะ ทนความร้อนได้สูงที่สุด น้ำมันข้าวโพดส่วนใหญ่ เมื่อเย็นจะไม่มีกลิ่น แต่ถ้าได้รับความร้อนมากขึ้น จะเริ่ม มีกลิ่นของข้าวโพดบางๆ

7. น้ำมันงา (Sesame Oil) เหมาะสำหรับปรุงแต่งกลิ่นของอาหารหลังจากทำเสร็จแล้ว เพราะทนความร้อนแทบไม่ได้เลย แต่สามารถใส่เพื่อลดกลิ่นคาวลงไปในปลาหรือ Seafood ที่จะนำไปต้มหรือลวกได้ครับ

8. น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันพืช ( Vegetable Oil, Palm Oil) มักเป็นน้ำมันผสม ระหว่างน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว หรือเมล็ดผักอย่างอื่น ที่มีราคาถูก มี high smoke point เหมาะสำหรับทำอาหารผัด ทอด หลากชนิด แต่ไม่ดีเลยสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่อง Cholesterol เพราะมันมี saturated fats สูงมาก

9.น้ำมันรำข้าว เป็นน้ำมันที่มี Smoking Point สูง ทำให้การทอดด้วยน้ำมันรำข้าวมีโอกาสเกิดสารก่อมะเร็งต่ำกว่า และมีความปลอดภัยกว่า

สำหรับน้ำมันอื่นๆตาม Supermarket ต่างประเทศ มักจะมีน้ำมันที่อาจจะไม่ค่อยรู้จักกัน แต่มันอาจจะถูกกับอาหารที่คุณอยากทำก็ได้

Canola Oil หรือ Rapeseed Oil เป็นน้ำมันที่มี Saturated Fats ที่ต่ำที่สุดในบรรดาน้ำมันทั้งหลาย และมี mono-unsaturated fats(ไขมันที่มีประโยชน์) มากเป็นอันดับสอง รองจากน้ำมันมะกอก น้ำมันชนิดนี้สามารถทำอาหารได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทอด ผัด หรือทำน้ำสลัด เพราะเป็นน้ำมันที่มี high smoke point

Grape seed Oil มีความบาง และมีกลิ่นหอมอ่อนๆเหมาะสำหรับสลัดและการผัดด้วยไฟอ่อนๆ และทอดด้วยไฟอ่อน และเหมาะที่สุดสำหรับการทำ ฟองดูเนื้อ

Walnut Oil มีกลิ่นหอมของ Walnut สามารถเพิ่มรสให้กับสลัดได้ โดยเฉพาะสลัดผักโขมอ่อน (baby spinach) โรย Walnut น้ำมันชนิดนี้มีราคาค่อนข้างแพง และเสียง่าย ควรเก็บในตู้เย็น ดังนั้นควรซื้อมาน้อยๆ ไม่นิยมนำไปประกอบอาหาร มักใช้ในแนวทางเดียวกับน้ำมันงา คือไว้แต่งกลิ่นของอาหาร

Almond Oil มักเอาไว้ทำขนมจำพวกลูกกวาด หรือแต่งกลิ่นให้กับ Bakery บางชนิด

Wheat germ Oil มีกลิ่นของข้าวสาลี คล้ายๆถั่วนิดๆ เป็นอาหารเสริมวิตามิน E ราคาแพง

ภาพที่ 2: ตารางแสดงกรดไขมันชนิดต่างๆ ในน้ำมันพืช (น้ำมันดอกคำฝอยส่วนใหญ่จะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวต่ำ = 12% สายพันธุ์ในตารางนี้เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ ไม่ใช่สายพันธุ์ที่มีจำหน่ายทั่วไป)

วิธีเลือกน้ำมันพืชมีหลักการสำคัญได้แก่

(1). ไขมันอิ่มตัวควรจะต่ำ (แถวซ้ายสุด - saturated fat / SFA) > ไม่ควรเกิน 30% > น้ำมันมะพร้าวหรือกะทิ (palm = 91%), น้ำมันเนย (butter = 68%), น้ำมันปาล์ม (palm = 51%), น้ำมันหมู (lard = 43%) พวกนี้ไม่ควรใช้
(2). ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง (แถวที่สอง - monounsaturated fat / MUFA) > ช่วยเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) + ลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) > มะกอก (75%), คาโนลา (61%), รำข้าว (ไม่มีในตารางนี้), ถั่วลิสง (48%) (3). โอเมกา-3 สูง (แถวที่สาม - polyunsatured omega-3 fat / PUFA) > นำมันเมล็ดปอป่านหรือแฟลกซีด (flaxseed = 57%), คาโนลา (11%), ถั่วเหลือง (8%)
(4). โอเมกา-6 (แถวที่สาม - polyunsatured omega-6 fat / PUFA) ไม่ต้องไปเน้น เพราะมีมากในอาหารทั่วไปอยู่แล้ว > น้ำมันชนิดนี้ลดโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) และถ้ากินมากๆ จะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำลง

คนไทยเราควรใช้น้ำมันดังต่อไปนี้

(1). ผัด (ความร้อนสูง) > น้ำมันรำข้าว, คาโนลา, เมล็ดชา, ทานตะวัน (น้ำมันทานตะวันมีข้อด้อยกว่าตรงที่กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว หรือ MUFA ต่ำ)
(2). ทอด (ความร้อนปานกลาง) > น้ำมันรำข้าว +/- น้ำมันถั่วเหลือง (ผสมเพื่อให้ได้โอเมกา-3 เพิ่มขึ้น), คาโนลา, เมล็ดชา
(3). สลัด > น้ำมันมะกอก, ถั่วเหลือง, รำข้าว

ถ้าต้องการประหยัดควรเลือกน้ำมันรำข้าวเป็นหลัก ใช้ได้สารพัด และกินปลาทะเลที่ไม่ผ่านการทอด สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้ได้โอเมกา-3

ถ้ากินปลาทะเลที่ไม่ผ่านการทอดต่ำกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ควรผสมน้ำมันถั่วเหลืองกับรำข้าว เพื่อให้ได้โอเมกา-3 จากน้ำมันถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น


ที่มาhttp://bankny.multiply.com/journal/item/72?&item_id=72&view:replies=reverse และhttp://health2u.exteen.com/20090531/entry-3




เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

ความคิดเห็น

< ก่อนหน้า   ถัดไป >