Ladytip.com : เงินทองของมีค่า : วินัยของการใช้จ่าย

วินัยของการใช้จ่าย

วินัยของการใช้จ่ายวินัยของการใช้จ่ายเป็นหลักสำคัญของประเทศและชีวิตของทุกคน ข่าวใหญ่สำหรับช่วงนี้ก็คือ ปัญหาการมีหนี้ล้นพ้นตัวของประชาชนในประเทศต่าง ๆ ซึ่งมักจะมีพฤติกรรมดังนี้

(1) กู้เงินจากต่างประเทศมาใช้จนเกินตัว ท้าย สุดไม่สามารถจ่ายเงินคืนได้ เช่น ดูไบ ที่กู้มาสร้างตึก อาคารต่าง ๆ ในกลางทะเลทรายตามที่ตนวาดฝันไว้ แต่ฟองสบู่อสังหาฯ ก็แตกเสียก่อน กลายเป็นวิกฤติ

(2) บางประเทศกู้มาก จนนักลงทุนรู้สึกกังวลใจอย่างยิ่ง เช่น กรีซ ที่กู้เอามาใช้จ่ายในโครงการสวัสดิการสังคม ประชานิยม และกระตุ้นเศรษฐกิจ จนหนี้ภาครัฐขึ้นไปสูงถึง 124.9% ของรายได้ประเทศในแต่ละปี หรือ

(3) บางประเทศที่แม้ระดับหนี้จะยังไม่มากเท่ากรีซ แต่นักลงทุนก็เริ่มจับตามองเป็นพิเศษ เช่น สเปน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ ซึ่งรายได้รัฐบาลหายไปมากจากวิกฤติ ต้องกู้ยืมมาใช้เป็นจำนวนมาก

กรณีเหล่านี้ทำให้ย้อนคิดถึงช่วงปี ค.ศ. 1982 ที่ประเทศในลาตินอเมริกา เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา บราซิล ต้องเผชิญกับวิกฤติหนี้ภาครัฐเช่นกัน หลังกู้เงินจากต่างประเทศมาง่าย ๆ ด้วยดอกเบี้ยที่ถูก มาใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมทั้งในโครงการประชานิยม ในช่วง 7-8 ปีก่อนหน้า แต่ท้ายสุดไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้

ต้นตอของปัญหาทั้งหมดมาจากการขาดวินัยของการใช้จ่าย รัฐบาลประเทศเหล่านี้ต้องการจะซื้อใจประชาชนให้นิยมในตัวรัฐบาล โดยการออกโครงการต่าง ๆ ไปล่อใจเอาใจประชาชนโดยไม่ดูฐานะตน ความจริงโครงการเหล่านี้ ไม่ได้มีอะไรเสียหายถ้ารัฐบาลมีเงินจ่าย แต่ที่ทำให้เกิดปัญหา คือ “กระบวนการในการใช้จ่ายเงิน” ที่กระบวนการในการใช้จ่ายเงินของประเทศเหล่านี้ไม่ดี ตั้งงบประมาณโดยเริ่มจากรายจ่ายก่อนว่า ปีนี้อยากจะใช้จ่ายอะไร ถนนหนทาง สาธารณูปโภค ประชานิยมต่าง ๆ แล้ววาดฝันว่ารายรับจะสามารถเพิ่มขึ้นได้ทัน สุดท้ายแล้วพอปลายปีมาถึง รายได้ไม่เป็นไปตามที่ฝันไว้แต่ก็ได้จ่ายไปแล้ว ส่วนต่างที่จ่ายเกินไปไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องกู้ยืมมาเมื่อทำเช่นนี้ปีแล้วปีเล่า หนี้สินก็จะพอกพูนกลายเป็นวิกฤติในที่สุด

ทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่การรู้จักสร้างวินัยในการใช้จ่าย ในประเด็นนี้ ประเทศไทย ป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเราก็เคยมีปัญหาเช่นนี้นานมาแล้ว ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว แต่สุดท้ายเราก็สามารถสร้างวินัยในการใช้จ่ายขึ้นมาได้ เพราะรัฐบาลฉลาดขึ้นปรับเปลี่ยนวิธีการทำงบประมาณ จากเดิมที่เริ่มจากรายจ่ายก่อน มาเป็นการเริ่มจากการประเมินรายได้ก่อน โดยประเมินตามจริงว่าปีนี้รายได้ที่รัฐบาลจะจัดเก็บได้ จะเพิ่มมากน้อยแค่ไหน และเพื่อความไม่ประมาท ยังได้ทอนประมาณการรายรับลงไปอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงค่อยเอาเงินดังกล่าวมากระจายจ่ายไปในโครงการต่าง ๆ และจำกัดตนเองอยู่ในวงเงินที่รัฐคิดว่าจะหาเก็บมาได้

เมื่อกระบวนการในการใช้จ่ายเริ่มได้ถูกต้องเช่นนี้ วินัยในการใช้จ่ายของรัฐบาลก็เกิดขึ้น ทุกปีรัฐจึงสามารถหาเงินมาพอเพียงกับที่จ่ายออกไป (ซ้ำยังเหลือในบางปี) ทำให้ฐานะการคลังของไทยค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น มาอยู่ในขั้นที่เรียกว่าดียิ่ง คนทั่วไปก็เช่นกัน หลายคนมีปัญหาไม่แตกต่างจากประเทศเหล่านี้ เพราะชีวิตเราก็ถูกคุกคามจากวิกฤติหนี้สินเช่นกัน จากการหลงระเริงไปกับการใช้จ่าย การกู้ยืม การใช้บัตรเครดิต (ที่บริษัทบัตรเครดิตแข่งกันเอามาให้) ทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นจนล้นพ้นตัว เพราะใช้จ่ายอย่างไม่ทันระวัง รูดปรื๊ด รูดปรี๊ด เอาเงินในอนาคตออกมาใช้ จนต้องเสียผู้เสียคนไปมาก หลักง่าย ๆ ข้างต้น ที่เน้นคือ

(1) รู้จักรายได้ของตนเอง จะมีเท่าไร จะเพิ่มอย่างไร

(2) ไม่วาดฝัน คาดการณ์ตามจริง พร้อมลดทอนรายได้ที่คิดว่าจะได้รับลงมาบ้าง และ

(3) ใช้จ่ายภายในวงเงินดังกล่าวตามอัตภาพ จะช่วยเราได้

เพราะหากทำได้เช่นนี้ วินัยของการใช้จ่ายก็จะเกิดขึ้นจะเป็นกุญแจดอกสำคัญ เป็นก้าวแรกนำเราไปสู่การมีเงินพอเพียงต่อการใช้จ่าย สามารถอดออมไว้สำหรับอนาคต เพื่อความอยู่ดีกินดี และอิสรภาพทางการเงินของทุกคนครับ

 

ที่มา : คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 24 ก.พ. 53

 

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง